คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินรวม

ผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มบริษัทที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557-2559 ประกอบด้วยผลการดำเนินงานจาก (1) ธุรกิจสื่อโฮม เอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทและบริษัทย่อย โดยในปี 2559 มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 12.34 ของรายได้รวม (2) ธุรกิจ สื่อโฆษณาและบันเทิง ซึ่งดำเนินการและบริหารจัดการโดยบริษัทย่อย และกิจการร่วมค้าของกลุ่มบริษัท ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้มาตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นมา และ (3) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทย่อย และเริ่มมีการรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ของ ปี 2556 เป็นต้นมา และมีสัดส่วนรายได้ที่ลดลงในปี 2559 ซึ่งประมาณร้อยละ 24.03 ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ สื่อโฆษณาและบันเทิง ยังคงมีสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2559 บริษัทได้เริ่มดำเนินงานธุรกิจใหม่ คือ (4) ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 22.23 ของรายได้รวม ส่วนธุรกิจด้านพลังงาน สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เริ่มจัดตั้งในปี 2558

ภาพรวมของการดำเนินงานที่ผ่านมา

สำหรับปี 2558 บริษัทได้ลงทุนในธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เพิ่มเติม ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ คือ บริษัท ฮอลลีวู้ด รี พอร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และการจัดงานแสดง รวมทั้งได้เพิ่มการลงทุนในด้านธุรกิจ กีฬา โดยเริ่มจากการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ บริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจบริหารสิทธิประโยชน์ด้านกีฬา นอกจากนี้ผู้บริหารได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่มาต่อยอดการดำเนินงานให้ได้ผลประกอบการที่ชัดเจน และสูงสุด จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มบริษัทย่อยเพื่อศึกษาการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกต่างๆ ในระหว่างปี

ในปี 2559 บริษัทได้เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ซึ่งเป็นธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อทดแทน ธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ซึ่งประสบกับภาวะขาดทุนต่อเนื่อง รวมทั้งปัญญาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ลดความสำคัญ กับสื่อประเภทโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ลง นอกจากนี้ ในระหว่างปีบริษัทได้มีการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท ไพร์มไทม์ เอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด และบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด

ทั้งนี้ ผู้บริหารยังคงดำเนินนโยบายที่จะกระจายการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และเพื่อมิให้เป็นการพึ่งพาธุรกิจหลักจนเกินไป

ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในรอบปี 2559 และเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการลงทุนในบริษัทย่อย/ร่วม

ในระหว่างปี 2559 บริษัทได้มีการจัดตั้งและลงทุนในบริษัทต่างๆ โดยแยกเป็นแต่ละสายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าประเภทสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเม้นท์ (Home Entertainment)

  • บริษัท ดีเอ็นเอ รีเทล ลิ้งค์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทสื่อโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ทั้งภาพยนตร์ และเพลง รวมทั้งสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น ซีดี วีซีดี ดีวีดี ผ่านช่องทางการร้านค้าปลีก และในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ได้เปลี่ยนมาประกอบธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 99.97 โดยในปี 2559 มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 30,000,000 บาท เป็น 70,000,000 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มจำนวน 400,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น การเพิ่มทุนในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้สัดส่วน การถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไป

ธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง

  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารสิทธิประโยชน์ด้านกีฬา จำนวนรวม 340,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท มูลค่าเงิน ลงทุน 34,000,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 85 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งต่อมาในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 บริษัทได้จำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท เวิร์ล สปอร์ต จำกัดให้แก่บุคคลภายนอก เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 34,000,000 บาท
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท ฮอลลีวู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และการจัดงานแสดง จำนวน 50,001 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท มูลค่าเงินลงทุน 5,000,100 บาท คิดเป็นร้อยละ 83.34 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนในบริษัท เป็นต่อ โฮลดิ้ง จำกัด (PH) ซึ่งประกอบธุรกิจ จำหน่ายสินค้าโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ในจำนวน 150,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นร้อยละ 15.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว คิดเป็นมูลค่ารวม 15,000,000 บาท
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 170,000,000 บาท เป็น 260,000,000 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มจำนวน 9,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหุ้น การเพิ่มทุนในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้สัดส่วน การถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไป

ธุรกิจพลังงาน สาธารณูปโภค และเทคโนโลยี ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ จึงยังไม่มีผลการดำเนินงาน ในปี 2559

  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยมีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน โดยมีทุนชำระแล้ว 25,000,000 บาท ทั้งนี้ปัจจุบันอยู่ ระหว่างเริ่มดำเนินการ จึงยังไม่มีผลการดำเนินงานในปี 2559
  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยมีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 3,000,000 บาท ซึ่งบริษัทถือหุ้นใน สัดส่วนร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน ปัจจุบันยังมิได้เริ่มดำเนิน
  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จัดตั้งบริษัทย่อยซึ่งประกอบธุรกิจด้านผลิต และจำหน่ายไฟฟ้า ดังนี้
    - บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ 1 จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน
    - บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ 2 จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน
    - บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ 3 จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เน็ตเวิร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ลงทุนในบริษัท เสม็ด ยูทิลิตี้ส์ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจด้านผลิตและจำหน่ายน้ำประปา จำนวน 6,599,999 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท โดย ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 54.99 ของจำนวนหุ้นที่ชำระ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 42,900,000 บาท ซึ่งปัจจุบัน ยังมิได้เริ่มดำเนินธุรกิจ
  • บริษัท ภูเก็ต ยูทิลิตี้ส์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผลิตและจำหน่ายน้ำสะอาด (น้ำประปา) โดย ทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 1,000,000 บาท ซึ่งบริษัทย่อยคือ บริษัท ดีเอ็นเอ เน็ตเวิร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.9 ต่อมาในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 บริษัทได้จำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท ภูเก็ต ยูทิลิตี้ส์ จำกัด ให้แก่บุคคลภายนอก ในราคาหุ้นละ 100 บาทตามมูลค่าหุ้น เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 999,700 บาท
  • บริษัท มายเน็ตเวิร์ค แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งประกอบให้บริการ และธุรกิจด้านโครงข่ายโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ต โดยมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 10,000,000 บาท โดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นในเริ่มต้นคิดสัดส่วนร้อยละ 50.99

ผลการดำเนินงานรวมและความสามารถในการทำกำไร

ผลการดำเนินงานรวม

ผลการดำเนินงานในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 1,528.38 ล้านบาท 722.90 ล้านบาท และ 726.28 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้หลักจากการประกอบธุรกิจมาจากธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นหลัก และเนื่องด้วยบริษัทได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทรนเมนท์ และการเปลี่ยนไปในการดำรงชีวิตของ คนยุคใหม่ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 บริษัทได้เปลี่ยนประเภทของธุรกิจจากโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์มาเป็นการจำหน่าย อุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งมองเห็นถึงปัจจัยในตลาดดังกล่าวที่ยังมีช่องทางให้ต่อยอดธุรกิจและสืบเนื่องจากแผนธุรกิจของบริษัทที่จะวาง เป้าหมายไปยังกลุ่มชนชั้นกลางที่ยังมีกำลังซื้อและเปิดกว้าง ในระดับราคาของสินค้าระดับกลาง

รายได้

รายได้ของกลุ่มบริษัทจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1) รายได้จากการขาย ซึ่งมาจากธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร สื่อ โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2) รายได้จากค่าบริการจากการให้บริการสื่อโฆษณา และ 3) รายได้อื่น ทั้งนี้ รายได้จากการขายถือเป็นรายได้หลักของกลุ่มบริษัท โดยคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 58.60 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

โดยในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 1,528.38 ล้านบาท 722.90 ล้านบาท และ 726.28 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งลดลงและเพิ่มขึ้นจำนวน 805.48 ล้านบาท และ 3.38 ล้านบาท จากปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ หรือลดลง คิดเป็นร้อยละ 52.70 และร้อยละ 0.47 ตามลำดับ ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทระหว่างปี 2557 - 2559 สามารถแสดงได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559
ล้านบาท % ล้านบาท % ล้านบาท %
รายได้จากการขาย 1,461.31 95.61 636.10 87.99 425.66 58.60
- ธุรกิจจัดจำหน่ายสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ 1,260.96 82.50 443.56 61.36 89.65 12.34
- ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร - - - - 161.47 22.23
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 200.35 13.11 192.54 26.63 174.54 24.03
รายได้จากการบริการ 34.41 2.25 16.06 2.22 31.56 4.35
รายได้อื่น 32.66 2.14 70.74 9.79 269.06 37.05
รวมรายได้ 1,528.38 100.00 722.90 100.00 726.28 100.00

รายได้จากขาย

รายได้จากขายของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย (1) รายได้จากธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งมาจากการจำหน่ายสินค้า สื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ประเภทสื่อภาพยนตร์และเพลง และสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ (2) ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ประเภท มือถือจำพวกแอนดรอยด์ และ (3) รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมาจากการจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ร้านมิสเตอร์บัน ดำเนินการโดยบริษัท บัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท

โดยระหว่างปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายรวมเท่ากับ 1,461.31 ล้านบาท 636.10 ล้านบาท และ 425.66 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ รายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในระหว่างปี 2557 - 2558 มีการลดลงอย่างต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 52.70 และร้อยละ 33.08 จากปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ

ซึ่งการลดลงของรายได้จากการขายในปี 2558 มีสาเหตุหลักมาจาก 1) การปิดสาขาจำหน่ายสินค้าประเภทสื่อภาพยนตร์ และเพลง โดยคงไว้เฉพาะสาขาที่คาดว่าจะมีศักยภาพในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน มกราคม 2557 เป็นต้นมา โดยสาขา ที่ปิดประกอบด้วยกลุ่มShop จำนวน 61 สาขา, กลุ่ม Sale floor จำนวน 186 สาขา และจุดจำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อ (Convenience store) ซึ่งได้แก่ จุดขายในสาขาโลตัสเอ็กเพรสและบิ๊กซีมินิ จำนวน 1,812 แห่ง จึงทำให้ ณ สิ้นปี 2558 คงเหลือเฉพาะกลุ่ม shop จำนวน 65 สาขา ทั้งนี้ บริษัทได้มีการประเมินศักยภาพของสาขาและจุดจำหน่ายสินค้าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อคงไว้ซึ่งความ สามารถในการแข่งขันของโดยรวมของบริษัท 2) กำลังซื้อที่ชะลอตัวสืบเนื่องจากความไม่สงบทางด้านการเมืองที่เพิ่งกลับสู่ภาวะ ปกติในช่วงครึ่งปีหลัง จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ในปี 2558 รวมทั้งพฤติกรรมการการบริโภคสื่อความบันเทิง ในปัจจุบันที่มีช่องทาง อื่นมากขึ้น เปลี่ยนไปจากเดิมแต่ก่อน เช่น ช่องทางผ่านโทรศัพท์มือถือ และทางสื่ออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ส่วนการลดลงของรายได้จากการขายในปี 2559 มีสาเหตุหลักมาจาก (1) การปิดสาขาบางส่วนของธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทน เมนท์ และพร้อมกับเปลี่ยนธุรกิจจากโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์มาเป็นการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารแทน รวมทั้ง (2) การปิดสาขาของ ร้าน มิสเตอร์บัน ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้

รายได้ค่าบริการ

โดยระหว่างปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการบริการเท่ากับ 34.41 ล้านบาท 16.06 ล้านบาท และ 31.56 ล้านบาท ตามลำดับ

รายได้ค่าบริการที่ลดลงในปี 2558 มีสาเหตุหลักมาจากการไม่ขยายสัญญาการบริหารจัดการโฆษณาในช่วงข่าวต้นชั่วโมงทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ที่ครบสัญญา เมื่อเดือนมีนาคม 2558 ในขณะเดียวกันมีรายได้เพิ่มเติม จากธุรกิจใหม่ในการบริการและบริหารด้านกีฬา ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 เป็นจำนวนเงิน 9.70 ล้านบาท

รายได้ค่าบริการที่เพิ่มขึ้นในปี 2559 มีสาเหตุหลักมาบริษัทได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดกีฬามวยไทย ซึ่งทำให้บริษัทมี รายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้นจำนวน 15.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 96.51 ก่อนจะจำหน่ายธุรกิจดังกล่าวออกไปให้บุคคล ภายนอกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

รายได้อื่น

โดยรายได้อื่นในปี 2557 โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าสนับสนุนการขาย รายได้อื่นๆ รายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ และ กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจากบริษัท อันลิมิเต็ด คอนเท้นท์ จำกัด คิดเป็นร้อยละ 47.14 ร้อยละ 21.34 ร้อยละ 10.72 และ ร้อยละ 10.00 ของรายได้อื่น ตามลำดับ

ส่วนรายได้อื่ืนในปี 2558 โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้อื่นๆ รายได้ค่าสนับสนุนการขาย รายได้ค่าสิทธิการเช่า และกำไรจากการ จำหน่ายสินทรัพย์ (อุปกรณ์และเครื่องตกแต่ง) คิดเป็นร้อยละ 17.78 ร้อยละ 13.36 ร้อยละ 40.70 และร้อยละ 28.16 ของรายได้อื่น ตามลำดับ

สำหรับรายได้อื่นในปี 2559 โดยส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท ไพร์ทไทม์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด และบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด รายได้ดอกเบี้ยรับ รายได้จากการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัย จะสูญ และรายได้อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 64.72 ร้อยละ 3.34 ร้อยละ 16.93 และร้อยละ 21.69 ของรายได้อื่น ตามลำดับ

ต้นทุน

ต้นทุนของกลุ่มบริษัทระหว่างปี 2557 - 2559 สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มตาม ลักษณะของรายได้ คือ ต้นทุนขาย และ ต้นทุนในการให้บริการ โดยแสดงรายละเอียดได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559
1) ต้นทุนขาย (ล้านบาท) 991.32 599.38 395.32
% ต่อรายได้จากการขาย 67.84% 94.23% 92.87%
2) ต้นทุนค่าบริการ (ล้านบาท) 20.44 31.61 51.40
% ต่อรายได้ค่าบริการ 59.40% 196.80% 164.84%
รวมต้นทุน 1,011.76 630.99 446.71
% ต่อรายได้จากการขายและบริการ 67.64% 96.75% 97.70%

ต้นทุนขาย

โดยในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนขายเท่ากับ 991.32 ล้านบาท 599.38 ล้านบาท และ 395.32 ล้านบาท โดยคิดเป็น ร้อยละ 67.84 ร้อยละ 94.23 และร้อยละ 92.87 ของรายได้จากการขายของแต่ละช่วงเวลาตามลำดับ

สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในปี 2558 ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2557 มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนจาก ธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ซึ่งจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนในช่วงแรกๆ ที่ดำเนินการปิดสาขาที่ไม่สามารถทำกำไรหรือมีผลประกอบ การขาดทุนจำนวนกว่า 1,812 สาขา และคงไว้เฉพาะสาขาที่คาดว่าจะมีศักยภาพในการทำกำไร ตามที่กล่าวไว้แล้ว

สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในปี 2559 ปรับลดลงจากปี 2558 มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนของ ธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ยังต้องแบกรับต้นทุน เนื่องจากบริษัทได้ทำการปิดสาขาเพิ่มเติมในปี 2559 และเริ่มรับรู้ต้นทุน ส่วนที่เป็นของธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ที่เริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

ต้นทุนค่าบริการ

โดยในปี 2557 - 2559 มีมูลค่าต้นทุนค่าโฆษณาเท่ากับ 20.44 ล้านบาท 31.61 ล้านบาท และ 51.40 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 59.40 ร้อยละ 196.80 และร้อยละ 164.84 ของรายได้ค่าบริการ ตามลำดับ โดยเหตุที่มีการ ปรับลดลงอย่างมากในปี 2558 เกิดจากธุรกิจบริหารและจัดการด้านกีฬาที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 โดยเป็นค่าสิทธิสนามมวยลุมพินี และค่าบริการถ่ายทอดสด

ต้นทุนค่าบริการในปี 2559 เพิ่มขึ้นจำนวน 19.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 62.61 เนื่องด้วยบริษัทได้ลิขสิทธิ์ในการ ถ่ายทอดสดกีฬามวยไทย ในช่วงปลายปี 2558 และต่อเนื่องมาถึงปี 2559 ก่อนจะจำหน่ายธุรกิจออกไปในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของกลุ่มบริษัทในระหว่างปี 2557 - 2559 เท่ากับ 557.95 ล้านบาท 535.31 ล้านบาท และ 536.27 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.30 ร้อยละ 82.08 และร้อยละ 117.29 ของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) ตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายในการขายคิดเป็นส่วนประกอบหลักของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 32 - ร้อยละ 68 ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สามารถแสดงได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559
ค่าใช้จ่ายในการขาย (ล้านบาท) 378.09 293.50 172.08
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 25.28% 45.00% 37.64%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ล้านบาท) 179.86 241.81 364.19
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 12.02% 37.08% 79.65%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (ล้านบาท) 557.95 535.31 536.27
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 37.30% 82.08% 117.29%
% ค่าใช้จ่ายในการขาย/ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 67.76% 54.83% 32.09%

ค่าใช้จ่ายในการขาย

ค่าใช้จ่ายในการขายของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย เงินเดือนพนักงานขาย ค่าคอมมิชชั่น ค่าเช่าพื้นที่และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ เกี่ยวกับการขายสินค้า โดยค่าใช้จ่ายที่ผันแปรกับรายได้จากการขายมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 25-45 ของรายได้รวม

ในปี 2557-2559 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายเท่ากับ 378.09 ล้านบาท 293.50 ล้านบาท และ 172.08 ล้านบาท โดย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.28 ล้านบาท 45.00 และ ร้อยละ 37.64 ของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) ของกลุ่มบริษัท ตามลำดับ โดยที่การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้รวมอย่างต่อเนื่องในปี 2558 และปี 2559 เป็นผลมาจากการปรับลดลงและ ปิดสาขาของจุดจำหน่ายสินค้า ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสัมพันธ์กับการขายลดลง

ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการบริหารของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย เงินเดือนพนักงาน ค่าสวัสดิการพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายสำนักงาน ค่าตอบแทนกรรมการ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารส่วนใหญ่ของกลุ่ม บริษัทเป็นค่าใช้จ่ายที่มิได้ผันแปรโดยตรงกับรายได้ โดยประมาณร้อยละ 38 ของค่าใช้จ่ายในการบริหารเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับพนักงานและกรรมการ

ในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 179.86 ล้านบาท 241.81 ล้านบาท และ 364.19 ล้านบาท ตามลำดับ โดยคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 12.02 ร้อยละ 37.08และร้อยละ 79.65 ของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) ของกลุ่มบริษัท ตามลำดับ

การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารในปี 2558 สาเหตุหลักมาจากการปรับปรุงผลขาดทุนในเงินลงทุนเพื่อค้ามูลค่าเท่ากับ 11.82 ล้านบาท และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้บางรายการที่มีความล่าช้าในการชำระหนี้ มูลค่าเท่ากับ 55.63 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะทยอยปิดสาขาในระหว่างปีก็ตาม

สำหรับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารในปี 2559 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับเงินกู้ยืมระยะ สั้นแก่บุคคลและกิจการที่เกี่ยวข้องกัน มูลค่าเท่ากับ 66.39 ล้านบาท ค่าเผื่อการด้อยค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ มูลค่าเท่ากับ 10.23 ล้านบาท และค่าประมาณการณ์ความเสียหายจากคดีฟ้องร้อง มูลค่าเท่ากับ 23.16 ล้านบาท

ต้นทุนทางการเงิน

ในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนทางการเงิน เท่ากับ 5.17 ล้านบาท 13.74 ล้านบาท และ 14.84 ล้านบาท ตามลำดับ โดยคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.34 ร้อยละ 1.90 และร้อยละ 2.04 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ตามลำดับ โดยต้นทุนทางการเงินที่ เพิ่มขึ้นในปี 2559 มาจากภาระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และจากการออกตั๋วแลกเงิน เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจและขยายธุรกิจ

ความสามารถในการทำกำไร

เมื่อพิจารณาจากอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2557-2559 ซึ่งเท่ากับ ร้อยละ 32.36 ร้อยละ 3.25 และร้อยละ 2.29 เมื่อเทียบกับ รายได้จากการขายและให้บริการ ตามลำดับ ซึ่งในปี 2558-2559 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากร้านมิสเตอร์บันยังคงรักษาระดับ อัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ดี ในขณะที่ธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เม้นท์ และธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง มีโครงสร้างต้นทุนที่ส่งผลกระทบ กับอัตรากำไรขั้นต้น โดยมีโครงสร้างของอัตรากำไรขั้นต้น ดังนี้

อัตรากำไรขั้นต้น ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559
เมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย (จากธุรกิจสื่อ โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) 32.16% 5.77% 7.12%
เมื่อเทียบกับรายได้จากการให้บริการ 40.60% (9.68%) (62.84%)
เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและให้บริการ 32.36% 3.25% 2.29%

ส่วนความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มบริษัทโดยภาพรวมแล้วมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2557-2559 โดยมี กำไรสุทธิในปี 2557 เท่ากับ 55.42 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.63 ของรายได้รวม ส่วนในปี 2558-2559 มีผลขาดทุนสุทธิ เท่ากับ 502.51 ล้านบาท และ 311.91 ล้านบาท ตามลำดับ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของความสามารถในการทำกำไรนั้น พบว่า อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2557 ซึ่งเท่ากับร้อยละ 32.16 มาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากร้านมิสเตอร์บัน และรายได้ค่าบริการจากธุรกิจธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง ส่วนในขณะ ที่ปี 2558-2559 นั้นอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งกำไรส่วนใหญ่ยังคงมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากร้านมิสเตอร์บัน ส่วนธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ที่มีการพิจารณาปิดสาขาและจุดจำหน่ายรวมกันกว่า 1,812 แห่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผลการ ดำเนินงานที่ขาดทุนและส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง ในขณะที่ธุรกิจบริการได้มีการยกเลิกสัญญาบางสัญญาและมีธุรกิจบริการใหม่ ที่เพิ่งเริ่มดำเนินงานในระหว่างปีและยังไม่ก่อรายได้อย่างเต็มรูปแบบ และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ การบริการในอนาคต