คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินรวม

ผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มบริษัทที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2558-2560 ประกอบด้วยผลการดำเนินงานจาก (1) ธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทและบริษัทย่อย โดยในปี 2560 มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 2.39 ของรายได้รวม (2) ธุรกิจสื่อโฆษณา และบันเทิง ซึ่งดำเนินการและบริหารจัดการโดยบริษัทย่อย และกิจการร่วมค้าของกลุ่มบริษัท ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้มาตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และ (3) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทย่อย และเริ่มมีการรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ของปี 2556 เป็นต้นมา และมีสัดส่วนรายได้ที่ลดลงในปี 2559 ซึ่งประมาณร้อยละ 17.93 ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณา และบันเทิง ยังคงมีสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2559 บริษัทได้เริ่มดำเนินงานธุรกิจใหม่ คือ (4) ธุรกิจ จำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 79.68 ของรายได้รวม ส่วนธุรกิจด้านพลังงานสาธารณูปโภค และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เริ่มจัดตั้งในปี 2558 ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจ

ภาพรวมของการดำเนินงานที่ผ่านมา

ในปี 2559 บริษัทได้เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ซึ่งเป็นธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อทดแทน ธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ซึ่งประสบกับภาวะขาดทุนต่อเนื่อง รวมทั้งปัญญาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ลดความสำคัญกับ สื่อประเภทโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ลง นอกจากนี้ ในระหว่างปีบริษัทได้มีการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท ไพร์มไทม์ เอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด และบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด

ในปี 2560 บริษัทได้เพิ่มจำนวนสาขาของธุรกิจประเภทการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารเพื่อเป็นการขยายธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้บริษัทได้มีการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท ดีเอ็นเอ สปอร์ต จำกัด บริษัท นิว เวย์ เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ จำกัด (เดิมชื่อ “บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ 3 จำกัด”) บริษัท เฮลธ์ตี้ เบสท์ จำกัด และ บริษัท สตรองเทค เอ็นเนอร์จี 3 จำกัด

ทั้งนี้ ผู้บริหารยังคงดำเนินนโยบายที่จะกระจายการลงทุนในธุรกิจต่างๆ พื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และเพื่อมิให้เป็นการพึ่งพาธุรกิจหลักจนเกินไป

ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในรอบปี 2560 และเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการลงทุนในบริษัทย่อย/ร่วม

ในระหว่างปี 2560 บริษัทได้มีการจัดตั้งและลงทุนในบริษัทต่างๆ โดยแยกเป็นแต่ละสายธุรกิจ ดังนีี้

ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร

  • บริษัท ดีเอ็นเอ รีเทล ลิ้งค์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 99.97 โดยในปี 2559 มีการเพิ่มทุน จดทะเบียนจากเดิม 30,000,000 บาท เป็น 70,000,000 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มจำนวน 400,000 หุ้น มูลค่าที่ ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น การเพิ่มทุนในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไป ส่วนในปี 2560 มีการเพิ่มทุน จดทะเบียนจากเดิม 70,000,000 บาทเป็น 150,000,000 บาท การในเพิ่มในครั้งนี้ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลง จากร้อยละ 99.97 เป็นร้อยละ 80.00

ธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง

  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท ฮอลลีวู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และการจัดงานแสดง จำนวน 50,001 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท มูลค่าเงินลงทุน 5,000,100 บาท คิดเป็นร้อยละ 83.34 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนในบริษัท เป็นต่อ โฮลดิ้ง จำกัด (PH) ซึ่งประกอบธุรกิจ จำหน่ายสินค้าโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ในจำนวน 150,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นร้อยละ 15.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว คิดเป็นมูลค่ารวม 15,000,000 บาท

ธุรกิจพลังงาน สาธารณูปโภค และเทคโนโลยี ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ จึงยังไม่มีผลการดำเนินงาน ในปี 2559

  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยมีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน โดยมีทุนชำระแล้ว 25,000,000 บาท ทั้งนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่าง เริ่มดำเนินการ จึงยังไม่มีผลการดำเนินงานในปี 2560
  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยมีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 3,000,000 บาท ซึ่งบริษัทถือหุ้นใน สัดส่วนร้อยละ 99.97 ของทุนจดทะเบียน ปัจจุบันยังมิได้เริ่มดำเนิน
  • บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จัดตั้งบริษัทย่อยซึ่งประกอบธุรกิจด้านผลิตและ จำหน่ายไฟฟ้า ในปี 2560 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไว เทค อินเตอร์เนชั่นนอล จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ เทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดีย และแอนนิเมชั่น
  • บริษัท ดีเอ็นเอ เน็ตเวิร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทลงทุนในบริษัท เสม็ด ยูทิลิตี้ส์ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจด้านผลิตและจำหน่ายน้ำประปา จำนวน 6,599,999 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท โดยถือหุ้น ในสัดส่วนร้อยละ 54.99 ของจำนวนหุ้นที่ชำระ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 42,900,000 บาท ซึ่งปัจจุบันยังมิได้เริ่ม ดำเนินธุรกิจ
  • บริษัท มายเน็ตเวิร์ค แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งประกอบให้บริการ และธุรกิจด้านโครงข่ายโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ต โดยมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 10,000,000 บาท โดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นในเริ่มต้นคิดสัดส่วนร้อยละ 50.99

ผลการดำเนินงานรวมและความสามารถในการทำกำไร

ผลการดำเนินงานรวม

ผลการดำเนินงานในปี 2557 - 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 722.90 ล้านบาท 726.28 ล้านบาท และ 1,012.25 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้หลักจากการประกอบธุรกิจมาจากธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นหลัก และเนื่องด้วยบริษัทได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทรนเมนท์ และการเปลี่ยนไปในการดำรงชีวิตของคนยุคใหม่ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 บริษัทได้เปลี่ยนประเภทของธุรกิจจากโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์มาเป็นการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งมองเห็นถึงปัจจัยในตลาดดังกล่าวที่ยังมีช่องทางให้ต่อยอดธุรกิจและสืบเนื่องจากแผนธุรกิจของบริษัทที่จะวางเป้าหมาย ไปยังกลุ่มชนชั้นกลางที่ยังมีกำลังซื้อและเปิดกว้างในระดับราคาของสินค้าระดับกลาง

รายได้

รายได้ของกลุ่มบริษัทจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1) รายได้จากการขาย ซึ่งมาจากธุรกิจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร สื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2) รายได้จากค่าบริการจากการให้บริการสื่อโฆษณา และ 3) รายได้อื่น ทั้งนี้ รายได้จากการขายถือเป็นรายได้หลักของกลุ่มบริษัท โดยคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 90.36 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

โดยในปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 722.90 ล้านบาท 726.28 ล้านบาท และ 1,012.25 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งลดลงและเพิ่มขึ้นจำนวน 3.38 ล้านบาท และ 285.97 ล้านบาท จากปี 2558 และ 2559 ตามลำดับ หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.47 และร้อยละ 39.38 ตามลำดับ ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทระหว่างปี 2558 - 2560 สามารถแสดงได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2558 ปี 2559 ปี 2560
ล้านบาท % ล้านบาท % ล้านบาท %
รายได้จากการขาย 636.10 87.99 425.66 58.60 914.71 90.36
- ธุรกิจจัดจำหน่ายสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ 443.56 61.36 89.65 12.34 21.83 2.39
- ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร - - 161.47 22.23 728.89 79.68
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 192.54 26.63 174.54 24.03 163.99 17.93
รายได้จากการบริการ 16.06 2.22 31.56 4.35 16.87 1.67
รายได้อื่น 70.74 9.79 269.06 37.05 80.67 7.97
รวมรายได้ 722.90 100.00 726.28 100.00 1,012.25 100.00

รายได้จากขาย

รายได้จากขายของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย (1) รายได้จากธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งมาจากการจำหน่ายสินค้าสื่อ โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ประเภทสื่อภาพยนตร์และเพลง และสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ (2) ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ประเภทมือถือจำพวกแอนดรอยด์ และ (3) รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมาจากการจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มร้านบัน ดำเนินการโดยบริษัท บัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท

โดยระหว่างปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายรวมเท่ากับ 636.10 ล้านบาท 425.66 ล้านบาท และ 914.71 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ รายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในระหว่างปี 2558 - 2560 มีการลดลงอย่างต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 33.08 และร้อยละ 114.89 จากปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ

ซึ่งการลดลงของรายได้จากการขายในปี 2559 มีสาเหตุหลักมาจาก (1) การปิดสาขาบางส่วนของธุรกิจโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ และพร้อมกับเปลี่ยนธุรกิจจากโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์มาเป็นการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารแทน รวมทั้ง (2) การปิดสาขาของร้าน มิสเตอร์บัน ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้

ส่วนการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายในปี 2560 มีสาเหตุหลักมาจากการสาขาที่จำนวนเพิ่มขึ้นของธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์ สื่อสาร รวมทั้ง (2) สาขาของร้าน “บัน” ที่เพิ่มขึ้นหลังจากมีการเปลี่ยนจาก “มิสเตอร์บัน” มาเป็น “บัน”

รายได้ค่าบริการ

โดยระหว่างปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการบริการเท่ากับ 16.06 ล้านบาท 31.56 ล้านบาท และ 16.87 ล้านบาท ตามลำดับ

รายได้ค่าบริการที่เพิ่มขึ้นในปี 2559 มีสาเหตุหลักมาบริษัทได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดกีฬามวยไทย ซึ่งทำให้บริษัททีรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้นจำนวน 15.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 96.51 ก่อนจะจำหน่ายธุรกิจดังกล่าวออกไปให้บุคคลภายนอก ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

รายได้ที่ลดลงในปี 2560 มีสาเหตุหลักมาจากกลุ่มบริษัทได้จำหน่ายธุรกิจที่เป็นการถ่ายทอดกีฬามวยไทยออกไปในปี 2559

รายได้อื่น

โดยรายได้อื่นในปี 2558 โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้อื่นๆ รายได้ค่าสนับสนุนการขายรายได้ค่าสิทธิการเช่า และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ (อุปกรณ์และเครื่องตกแต่ง) คิดเป็นร้อยละ 17.78 ร้อยละ 13.36 ร้อยละ 40.70 และร้อยละ 28.16 ของรายได้อื่นตามลำดับ

ส่วนรายได้อื่นในปี 2559 โดยส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท ไพร์ทไทม์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด และบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด รายได้ดอกเบี้ยรับ รายได้จากการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และรายได้อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 64.72 ร้อยละ 3.34 ร้อยละ 16.93 และร้อยละ 21.69 ของรายได้อื่นตามลำดับ

สำหรับรายได้อื่นในปี 2560 โดยส่วนใหญ่มาจากจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท ดีเอ็นเอ สปอร์ต จำกัด บริษัท นิว เวย์ เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ จำกัด (เดิมชื่อ “บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ เอ็นเนอร์ยี่ 3 จำกัด”) บริษัท เฮลธ์ตี้ เบสท์ จำกัด และ บริษัท สตรองเทค เอ็นเนอร์จี 3 จำกัด รายได้ดอกเบี้ยรับ และรายได้อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 12.52 ร้อยละ 10.02 และร้อยละ 77.46

ต้นทุน

ต้นทุนของกลุ่มบริษัทระหว่างปี 2558 - 2560 สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มตาม ลักษณะของรายได้ คือ ต้นทุนขายและต้นทุนในการให้บริการ โดยแสดงรายละเอียดได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2558 ปี 2558 ปี 2560
1) ต้นทุนขาย (ล้านบาท) 599.38 395.32 724.98
% ต่อรายได้จากการขาย 94.23% 92.87% 79.26%
2) ต้นทุนค่าบริการ (ล้านบาท) 31.61 51.40 12.10
% ต่อรายได้ค่าบริการ 196.80% 164.84% 71.72%
รวมต้นทุน 630.99 446.71 737.08
% ต่อรายได้จากการขายและบริการ 96.75% 97.70% 79.12%

ต้นทุนขาย

โดยในปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนขายเท่ากับ 599.38 ล้านบาท 395.32 ล้านบาท และ 724.98 ล้านบาท โดยคิดเป็น ร้อยละ 94.23 ร้อยละ 92.87 และร้อยละ 79.26 ของรายได้จากการขายของแต่ละช่วงเวลาตามลำดับ

สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในปี 2559 ปรับลดลงจากปี 2558 มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนของธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ยังต้องแบกรับต้นทุน เนื่องจากบริษัทได้ทำการปิดสาขาเพิ่มเติมในปี 2559 และเริ่มรับรู้ต้นทุน ส่วนที่เป็นของธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ที่เริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทในปี 2560 ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 มีสาเหตุหลักมาจากจำนวน สาขาที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และธุรกิจอาหารและเครื่องเดิมที่เปลี่ยนแบรนด์จาก “มิสเตอร์บัน” เป็น “บัน”

ต้นทุนค่าบริการ

โดยในปี 2558 - 2560 มีมูลค่าต้นทุนค่าโฆษณาเท่ากับ 31.61 ล้านบาท 51.40 ล้านบาท และ 12.10 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 196.80 ร้อยละ 164.84 และร้อยละ 71.72 ของรายได้ค่าบริการตามลำดับ

ต้นทุนค่าบริการในปี 2559 เพิ่มขึ้นจำนวน 19.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 62.61 เนื่องด้วยบริษัทได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด กีฬามวยไทย ในช่วงปลายปี 2558 และต่อเนื่องมาถึงปี 2559 ก่อนจะจำหน่ายธุรกิจออกไปในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559

ต้นทุนค่าบริการในปี 2560 ลดลงจำนวน 39.30 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 76.46 กลุ่มบริษัทได้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ที่เป็นด้านบริการออกไปตั้งแต่ปี 2559

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของกลุ่มบริษัทในระหว่างปี 2558 - 2560 เท่ากับ 535.31 ล้านบาท 536.27 ล้านบาท และ 515.59 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 82.08 ร้อยละ 117.29 และร้อยละ 55.17 ของรายได้รวม(ไม่รวมรายได้อื่น) ตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายในการขายคิดเป็นส่วนประกอบหลักของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 32 - ร้อยละ 55 ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สามารถแสดงได้ดังนี้

รายได้จากการดำเนินธุรกิจ ปี 2558 ปี 2559 ปี 2560
ค่าใช้จ่ายในการขาย (ล้านบาท) 293.50 172.08 180.39
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 45.00% 37.64% 19.30%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ล้านบาท) 241.81 364.19 335.20
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 37.08% 79.65% 35.87%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (ล้านบาท) 535.31 536.27 515.59
% รายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) 82.08% 117.29% 55.17%
% ค่าใช้จ่ายในการขาย/ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 54.83% 32.09% 53.82%

ค่าใช้จ่ายในการขาย

ค่าใช้จ่ายในการขายของกลุ่มบริษัทประกอบด้วย เงินเดือนพนักงานขาย ค่าคอมมิชชั่น ค่าเช่าพื้นที่และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ เกี่ยวกับการขายสินค้า โดยค่าใช้จ่ายที่ผันแปรกับรายได้จากการขายมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 19 - 45 ของรายได้รวม

ในปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายเท่ากับ 293.50 ล้านบาท 172.08 ล้านบาท และ 180.39 ล้านบาท โดย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.00 ล้านบาท 37.64 และร้อยละ 19.30 ของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) ของกลุ่มบริษัท ตามลำดับ โดยที่การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้รวมอย่างต่อเนื่องในปี 2558 และปี 2559 เป็นผลมาจากการปรับลดลงและปิดสาขาของจุดจำหน่ายสินค้าทำให้มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสัมพันธ์กับการขายลดลง

ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการบริหารของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย เงินเดือนพนักงาน ค่าสวัสดิการพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายสำนักงาน ค่าตอบแทนกรรมการ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารส่วนใหญ่ของ กลุ่มบริษัทเป็นค่าใช้จ่ายที่มิได้ผันแปรโดยตรงกับรายได้ โดยประมาณร้อยละ 40.37 ของค่าใช้จ่ายในการบริหารเป็นค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับพนักงานและกรรมการ

ในปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 241.81 ล้านบาท 364.19 ล้านบาท และ 335.20 ล้านบาท ตามลำดับ โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.08 ร้อยละ 79.65 และร้อยละ 35.87 ของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้อื่น) ของกลุ่มบริษัทตามลำดับ

การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารในปี 2559 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับเงินกู้ยืมระยะสั้นแก่บุคคลและกิจการที่เกี่ยวข้องกันมูลค่าเท่ากับ 66.39 ล้านบาท ค่าเผื่อการด้อยค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์มูลค่าเท่ากับ 10.23 ล้านบาท และค่าประมาณการณ์ความเสียหายจากคดีฟ้องร้องมูลค่าเท่ากับ 23.16 ล้านบาท

การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารในปี 2560 สาเหตุหลักมาจากการขาดทุนจากการจำหน่ายเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายมูลค่าเท่ากับ 102.25 ล้านบาท

ต้นทุนทางการเงิน

ในปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนทางการเงิน เท่ากับ 13.74 ล้านบาท 14.84 ล้านบาท และ 11.27 ล้านบาทตามลำดับ โดยคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 1.90 ร้อยละ 2.04 และร้อยละ 1.21 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ตามลำดับ โดยต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นในปี 2560 มาจากภาระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และจากการออกตั๋วแลกเงินเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจและขยายธุรกิจ

ความสามารถในการทำกำไร

เมื่อพิจารณาจากอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2558 - 2560 ซึ่งเท่ากับร้อยละ 3.25 ร้อยละ 2.29 และร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและให้บริการตามลำดับ ซึ่งในปี 2559 - 2560 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากร้านมิสเตอร์บันยังคงรักษาระดับ อัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ดี ในขณะที่ธุรกิจสื่อโฮมเอนเตอร์เม้นท์ และธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง มีโครงสร้างต้นทุนที่ส่งผลกระทบกับ อัตรากำไรขั้นต้น โดยมีโครงสร้างของอัตรากำไรขั้นต้น ดังนี้

อัตรากำไรขั้นต้น ปี 2558 ปี 2559 ปี 2560
เมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย (จากธุรกิจสื่อ โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) 5.77% 7.12% 20.74%
เมื่อเทียบกับรายได้จากการให้บริการ (9.68%) (62.84%) 28.28%
เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายและให้บริการ 3.25% 2.29% 21.13%

ส่วนความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มบริษัทผลขาดทุนสุทธิในปี 2558 - 2560 มีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 502.51 ล้านบาท 311.91 ล้านบาท และ 265.76 ล้านบาทตามลำดับ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของความสามารถในการทำกำไรนั้น พบว่า อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2560 นั้นเพิ่มขึ้นจากธุรกิจขายอุปกรณ์สื่อสารที่กำลังเติบโต และจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นในปี