ประวัติบริษัท

บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ("บริษัท") จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลขึ้นเมื่อ 4 เมษายน 2546 ภายใต้ชื่อ บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด โดยคุณสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา โดยใช้เครื่องหมายการค้าและบริการ "Media Network Home Entertainment" เพื่อประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ (Home Entertainment) ประเภทภาพยนตร์และเพลงรวมทั้งสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น เทป ("Tape") ซีดี ("CD") วีซีดี ("VCD") ดีวีดี ("DVD") รวมทั้ง หนังสือ นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ พ็อกเก็ตบุ๊ค และต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2553 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าเป็น "DNA ENJOY EVERYDAY" และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทเป็น "บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด" ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน บริษัทมีการจัดจำหน่ายสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์ เพลง ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ในรูปแบบบลูเรย์ ดีวีดี วีซีดีและซีดี และสินค้าประเภทสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสารรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน และพ็อกเก็ตบุ๊ค เป็นต้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งสาขาของบริษัทเอง และผ่านร้านร่วมบริการ เช่น ในโลตัสเอ็กซ์เพรส (Lotus Express) และในบิ๊กซี มินิ (Big C Mini) ส่งผลให้รายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2553 บริษัทได้เริ่มขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจไปยังธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงเพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และเล็งเห็นว่าธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและสามารถเสริมกับธุรกิจหลักของบริษัทได้

ในปี 2554 บริษัทได้ปรับโครงสร้างการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทโดยจัดตั้งบริษัทย่อยคือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด เพื่อบริหารจัดการธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงบริษัท และได้เริ่มธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงโดยการเข้าลงทุนในบริษัท สมอลล์รูม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานดนตรีทั้งในรูปแบบงานเพลงประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร และอัลบั้มของศิลปินดนตรีแนวอินดี้ต่างๆ นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังได้เริ่มธุรกิจบริหารจัดการช่องสัญญาณวิทยุ โดยทำสัญญากับ บริษัท เอ.ซี.เรคคอร์ด จำกัด ในการร่วมผลิตและบริหารจัดการช่วงเวลาโฆษณาในช่วงข่าวต้นชั่วโมงทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์

จากนั้นในปี 2555 กลุ่มบริษัทได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชน (IPO) โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยมีวัตถุประสงค์การเพิ่มทุนเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งสิ้น 160 ล้านบาท และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555

และในปี 2559 บริษัทได้พัฒนาธุรกิจไปยังกลุ่มเทคโนโลยีสื่อสารและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่/โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ ต่อพ่วงโดยสินค้าประเภทเทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นสินค้าหลักของกลุ่มบริษัทมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 61.83 ของ รายได้รวมของกลุ่มบริษัทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของกลุ่มบริษัท จะเป็นลูกค้าบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจ ในสินค้าประเภทเทคโนโลยีที่ทันสมัยและต้นทุนสามารถควบคุมได้ โดยกลุ่มบริษัทใช้กลยุทธ์ในการเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าเป็นกลยุทธ์ หลักในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากด้วยสินค้าของกลุ่มบริษัทเป็นสินค้าตามสมัยที่เน้นด้านเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลานั้น ดังนั้น การกระจายจุดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างนั้น จะเป็นการเพิ่มศักยภาพใน การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อการขยายตัวและการเติบโตของกลุ่มบริษัท โดย ณ สิ้นปี 2560 กลุ่มบริษัทมีจุดจำหน่ายสินค้ากว่า 84 จุดโดยเป็นร้านค้าปลีกของบริษัท ที่บริษัททำการเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าต่างๆ

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ประเภทขนมหวาน และเบเกอรี่ โดยใช้กลยุทธ์ในการเพิ่ม จุดจำหน่ายสินค้าเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากด้วยสินค้าเป็นสินค้าบริโภคที่เน้นจัดจำหน่ายให้กะผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ การกระจายจุดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างนั้น จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อการขยายตัวและการเติบโตของกลุ่มบริษัทโดย ณ สิ้นปี 2560 กลุ่มบริษัท มีจุดจำหน่ายสินค้ากว่า 64 จุดจำหน่ายโดยเป็นร้านค้าปลีกของบริษัท ที่บริษัททำการเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าต่างๆ และเป็นร้านค้าแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการทั่วไป

ณ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 383,775,650.00 บาทและทุนชำระแล้ว 264,583,296.00 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 5,291,665,920 หุ้น มูลค่าต่อหุ้นที่ตราไว้ 0.50 บาท

ทั้งนี้ ในปี 2560 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่บริษัทฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนองค์กรในหลายด้าน ทั้งการจัดโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจใหม่ให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั้งในและต่างประเทศรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจโดยยังมุ่งมั่น จะแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้มั่นคง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนร้านจำหน่ายซีดี และดีวีดี มาเป็นร้านค้าภายใต้ชื่อ "KingKong Phone" เพื่อดำเนินธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และ Accessory ต่างๆ ของระบบแอนดรอยด์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการขยายร้านค้าเพิ่มเป็น 84 ร้านค้า จากปีที่ผ่านมามีจำนวนทั้งสิ้น 37 ร้านค้า

นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มมีการขยายกิจการในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการโครงการวางระบบประปา เพื่อบริหารจัดการน้ำบนพื้นที่เกาะเสม็ด ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัท เสม็ดยูทิลิตี้ส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือของบริษัทเป็นระยะเวลา 25 ปี ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อบริษัทฯ เนื่องจากโครงการดังกล่าวถือว่ามีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ให้กับบริษัทต่อไปในอนาคต

แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง บริษัทก็ยังคงยึดหลักให้ความสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง รวมถึงมีความแน่วแน่มาโดยตลอดในเรื่องการบริหารงานอย่างโปร่งใส ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตและคอรัปชั่น และยึดหลักการธรรมาภิบาลในการบริหารงานเพื่อผลักดันให้บริษัทฯ เป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อองค์กร พนักงาน ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ในระยะยาว


ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญของบริษัทโดยสังเขป มีดังนี้

 
2558 2557 2556 2555 2554 2553 2550 2546

ในปี 2558 กลุ่มบริษัทได้ขยายการลงทุนในบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจบริหารสิทธิประโยชน์ด้านกีฬา โดยปัจจุบันบริษัท เวิร์ล สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ได้รับสิทธิเพื่อดำเนินธุรกิจบริหารสิทธิประโยชน์ในสนามมวยเวทีลุมพินี เป็นเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 - 1 กรกฎาคม 2563

ในปี 2557 กลุ่มบริษัทได้ขยายธุรกิจโดยการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมได้แก่ บริษัท ไพร์มไทม์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และบริษัท ไพร์มไทม์ โซลูชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการรับชมภาพยนตร์ด้วยระบบ VIDEO ON DEMAND ผ่าน APPLICATION ภายใต้ชื่อทางการค้า "PRIMETIME" จะเริ่มให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2558 เป็นต้นไป

กลุ่มบริษัทได้ขยายธุรกิจโดยจัดตั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วมได้แก่ ได้แก่ บริษัท ดีเอ็นเอ เฟรชแอร์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจโฆษณา และบริษัท อันลิมิตเต็ด คอนเท้นท์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตสื่อบันเทิงทางโทรทัศน์ นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังได้ลงทุนในบริษัท บัน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มโดยเป็นผู้บริหารจัดการร้านเบเกอรี่ "มิสเตอร์บัน" ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศ

เมษายน

  • ลดทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 110,000,000 บาท เป็น 80,000,000 บาท ซึ่งเดิมเป็นการเพิ่มทุนเพื่อเตรียมรองรับการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชน
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจาก 80,000,000 บาท เป็น 160,000,000 บาท รวมทั้งเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 1 บาท เป็นหุ้นละ 0.50 บาท
    ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าว เป็นการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจของบริษัท และการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 80,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป

กรกฎาคม

  • โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประกอบด้วย 1) นายสามารถและนางศุภากร ฉั่วศิริพัฒนา ซึ่งถือหุ้นรวมกันร้อยละ 46.67 ของทุนชำระแล้วของบริษัท และ 2) นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 31.25 ของทุนชำระแล้วของบริษัท

เมษายน

  • ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท สมอลล์รูม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการผลิตและสร้างสรรค์งานเพลงทั้งในรูปแบบงานเพลงประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร รวมทั้งอัลบั้มเพลงซึ่งเน้นแนวอินดี้โดยการซื้อหุ้นสามัญจำนวน 44,900 หุ้น เป็นจำนวนเงิน 15.50 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.89 ของทุนเรียกชำระแล้วจากนายรุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท สมอลล์รูม จำกัด โดยการบริหารจัดการของสมอลล์รูม ภายหลังจากการเข้าลงทุนของบริษัท ยังคงดำเนินการโดยกลุ่มผู้บริหารหลัก 3 ราย ซึ่งถือหุ้นรวมกันในส่วนที่เหลืออีก 51.11ของทุนเรียกชำระแล้ว

มิถุนายน

  • เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นของบริษัทจากเดิม 10.00 บาท เป็น 1.00 บาท ทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 80,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 80,000,000 หุ้น
  • จดทะเบียนแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
  • นอกจากนี้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ได้มีมติที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่
    • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 110,000,000 บาท โดยอนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 30,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท แก่ประชาชนทั่วไป
    • อนุมัติให้นำหลักทรัพย์ของบริษัทเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

กันยายน

  • จัดตั้งบริษัทย่อย คือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยบริษัทถือหุ้นจำนวน 19,999,997 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 99.99 ของทุนชำระแล้ว เพื่อแบ่งแยกการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทให้ชัดเจน โดยให้บริษัทย่อยดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณาและบันเทิง
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัท สมอลล์รูม จำกัด จากเดิมที่ถือหุ้นโดยบริษัทเป็นการถือหุ้นโดยบริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย และโอนการดำเนินธุรกิจต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงให้บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เป็นผู้ดำเนินการ
  • หยุดการดำเนินธุรกิจบริหารสื่อโฆษณาช่องสัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียมเนื่องจากผลตอบรับไม่เป็นที่น่าพอใจ

ธันวาคม

  • ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจไปยังการบริหารจัดการช่องสัญญาณวิทยุ โดยทำสัญญากับบริษัท เอ.ซี.เรคคอร์ด จำกัด ในการร่วมผลิตและบริหารจัดการช่วงเวลาโฆษณาในช่วงข่าวต้นชั่วโมงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์เป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556

พฤษภาคม

  • บริษัทได้เปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าจาก เป็น เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายขึ้น ด้วยโลโก้สีแดงพื้นดำทำให้มีความโดดเด่นเพิ่มขึ้น โดยบริษัทได้เริ่มดำเนินการเปลี่ยนโลโก้ของแต่ละร้านค้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา

มิถุนายน

  • เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า โดยจัดจำหน่ายผ่านร้านร่วมบริการในบิ๊กซี มินิ (Big C Mini) ซึ่งเป็นรูปแบบของการฝากขาย

สิงหาคม

  • ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจไปสู่ธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง โดยรับจ้างผลิตภาพยนตร์สั้น จำนวน 7 เรื่อง ให้แก่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง โดยบริษัทได้ว่าจ้างผู้ผลิตภาพยนตร์หลายรายทำการผลิตภาพยนต์ดังกล่าว

กันยายน

  • ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจไปสู่ธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิง โดยการบริหารจัดการสื่อโฆษณาโทรทัศน์ดาวเทียม โดยร่วมผลิตรายการบันเทิงประเภทเพลงลูกทุ่งชื่อ "YIM TV" และรับรู้รายได้ในลักษณะค่าโฆษณา

พฤศจิกายน

  • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 80,000,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจของบริษัท
    ทั้งนี้ภายหลังจากการเพิ่มทุนโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประกอบด้วย 1) นายสามารถ และนางศุภากร ฉั่วศิริพัฒนา ซึ่งถือหุ้นรวมกันร้อยละ 59.13 ของทุนชำระแล้วของบริษัท และ 2) นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 37.50 ของทุนชำระแล้วของบริษัท
  • เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก "บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด" เป็น "บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด" เพื่อให้สอดคล้องกับจุดจำหน่าย รวมทั้งเพื่อให้คู่ค้าจดจำได้ง่ายขึ้น

กันยายน

  • เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า โดยจัดจำหน่ายผ่านร้านร่วมบริการในโลตัส เอ็กซ์เพรส (Lotus Express) ซึ่งเป็นรูปแบบของการฝากขาย โดยมีจำนวนร้านร่วมบริการเริ่มต้นจำนวน 240 แห่ง

พฤศจิกายน

  • ขยายการดำเนินธุรกิจมาสู่การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อทางการค้าของตนเองโดยการทำสัญญาซื้อลิขสิทธิในภาพยนตร์เพื่อนำมาผลิตแผ่นภาพยนตร์

เมษายน

  • จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 ภายใต้ชื่อบริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท

กันยายน

  • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 40,000,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เงินเพิ่มทุนเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจโดยการเพิ่มจำนวนสาขา
    โดยคุณสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา และภรรยาถือหุ้นในสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของทุนชำระแล้วของบริษัท